
🌾 ข้าวกล้องงอกหอมละมุน…กลิ่นนี้มีความหมาย
หลายคนเปิดถุง “ข้าวกล้องงอกสีนิล” หรือ “ข้าวกล้องงอกไรซ์เบอรี่” แล้วแอบงงนิด ๆ
«“กลิ่นจะอี้…มันปกติก่อ?”»
วันนี้อยากชวนมาฮู้จักกลิ่นนี้ใหม่… บอกเลยว่า…ถ้าเข้าใจ๋แล้ว
จะยิ่งรู้สึกดี และมั่นใจ๋ในข้าวตี้เฮากำลังกิ๋นอยู่ 🥰
—
🌱 กลิ่นนี้…คือ “สัญญาณของข้าวมีชีวิต”… ข้าวกล้องงอก บ่แม่นข้าวธรรมดาเน้อ
มันคือเมล็ดข้าวตี้กำลัง “ตื่น”
ตอนแช่น้ำ เมล็ดข้าวจะเริ่มทำงาน
เอนไซม์ในเมล็ดจะเปลี่ยนแป้ง → เป็นน้ำตาล
โปรตีน → เป็นกรดอะมิโน
👉 ตรงนี้ล่ะสำคัญ
โดยเฉพาะข้าวสีนิล กับ ไรซ์เบอรี่ ตี้มีสารอาหารแน่น ๆ อยู่แล้ว พอมันเริ่มงอก จะเกิดการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ รวมถึง “การหมักอ่อน ๆ” แบบนุ่มนวล
เลยเกิดกลิ่นละมุน คล้ายข้าวหมากอ่อน ๆหรือแนวฟรุ๊ตตี้บาง ๆ แบบธรรมชาติ
💚 กลิ่นแบบนี้
«“บ่ใช่ข้าวบ่ดีเน้อ…เป็นกลิ่นของข้าวตี้ดีขะหนาด”»
🍇 กลิ่นหอมอ่อน ๆ = จุดเริ่มของคุณค่า
ช่วงตี้ข้าวกำลังงอก คือช่วงตี้สารอาหาร “ตื่นตัวสูงสุด” และนี่คือสิ่งดี ๆ ตี้เกิดขึ้นในเมล็ดข้าว
—
💊 GABA (กาบ้า)
– ช่วยให้ผ่อนคลาย ลดความเครียด
– ช่วยให้นอนหลับสบาย
– ช่วยควบคุมความดันโลหิต
– สนับสนุนการทำงานของระบบประสาท
👉 และมีข้อมูลวิจัยชี้ว่า ช่วยลดความเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์ และการเสื่อมของสมองในระยะยาว
🌾 ข้าวกล้องงอก จะมี GABA สูงกว่าข้าวธรรมดาหลายเท่า เพราะเกิดขึ้นระหว่างกระบวนการงอกนี่ล่ะเจ้า
🫐 แอนโทไซยานิน (Anthocyanin)
– สารต้านอนุมูลอิสระเข้มข้น
– ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์
– ลดการอักเสบ
– บำรุงหัวใจและหลอดเลือด
👉 ยิ่งในข้าวสีนิล และไรซ์เบอรี่ ยิ่งมีสูงแบบโดดเด่น
🌾 สารอาหารอื่น ๆ ตี้เพิ่มขึ้น
– วิตามินบีรวม
– แมกนีเซียม
– ใยอาหาร
– กรดอะมิโนจำเป็น
👉 ที่สำคัญคือ “ร่างกายเฮาดูดซึมได้ง่ายขึ้น” เพราะข้าวมันเริ่มแตกตัวมาแล้ว
—
🌿 แล้วทำไมข้าวหอมมะลิบ่ค่อยมีกลิ่นนี้?
เพราะพันธุ์ข้าวแต่ละแบบมี “จุดเด่น” บ่เหมือนกัน
– ข้าวหอมมะลิ → หอมแบบนุ่ม ละมุนดอกไม้
– ข้าวสีเข้ม → เข้มข้นด้านสารอาหาร
พอเอามาทำข้าวงอก
👉 ข้าวสีเข้มเลย “แสดงพลัง” ออกมาชัดกว่า ทั้งกลิ่น และคุณค่าทางสุขภาพ
—
😊 กลิ่นที่บอกว่ากำลังดี ถ้าเป็นกลิ่น
– หอมอ่อน ๆ
– เปรี้ยวนิด ๆ
– ละมุน บ่ฉุน
ข้าวอินทรีย์ หรือ ข้าวออร์แกนิค (Organic Rice) เป็นข้าวที่ได้จากการผลิตแบบเกษตรอินทรีย์ ซึ่งเป็นวิธีการผลิตที่ไม่ใช้สารเคมีหรือสารสังเคราะห์ต่างๆ เป็นต้นว่า ปุ๋ยเคมี สารควบคุมการเจริญเติบโต สารควบคุมและกำจัดวัชพืช สารป้องกันกำจัดโรค–แมลงและสัตว์ศัตรูข้าวในทุกขั้นตอนการผลิต และในระหว่างการเก็บรักษาผลผลิต หากมีความจำเป็นแนะนำให้ใช้วัสดุจากธรรมชาติ และสารสกัดจากพืชที่ไม่มีพิษต่อคนหรือไม่มีสารพิษตกค้างปนเปื้อนในผลผลิต ในดินและในน้ำ ในขณะเดียวกันยังเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งเป็นการพัฒนาการเกษตรแบบยั่งยืนอีกด้วย ทำให้ได้ผลิตผลข้าวที่มีคุณภาพดี ปลอดภัยจากอันตรายของผลของสารตกค้าง ส่งผลให้ผู้บริโภคมีสุขอนามัยและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และเพื่อให้เกิดความมั่นใจและเชื่อถือในระบบการผลิตและผลิตภัณฑ์ จำเป็นต้องผ่านการตรวจสอบและรับรองจากหน่วยตรวจสอบที่ได้มาตรฐาน เช่น มาตรฐานออร์แกนิคไทยแลนด์ หรือมาตรฐานออร์แกนิคระดับสากลอย่าง IFOAM, USDA ของอเมริกา, JAS ของญี่ปุ่น, BioAgreCert ของอิตาลี ฯลฯ

การผลิตข้าวอินทรีย์เป็นระบบการผลิตทางการเกษตรที่เน้นเรื่องของธรรมชาติเป็นสำคัญ ได้แก่ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ การรักษาสมดุลธรรมชาติและการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ เพื่อการผลิตอย่างยั่งยืน เช่น ปรับปรุงความอุดมสมบูรณ์ของดินโดยการปลูกพืชหมุนเวียน การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในไร่นาหรือจากแหล่งอื่น ควบคุมโรค แมลงและสัตว์ศัตรูข้าวโดยวิธีผสมผสานที่ไม่ใช้สารเคมี การเลือกใช้พันธุ์ข้าวที่เหมาะสมมีความต้านทานโดยธรรมชาติ รักษาสมดุลของศัตรูธรรมชาติ การจัดการพืช ดิน และน้ำ ให้ถูกต้องเหมาะสมกับความต้องการของต้นข้าว เพื่อทำให้ต้นข้าวเจริญเติบโตได้ดี มีความสมบูรณ์แข็งแรงตามธรรมชาติ การจัดการสภาพแวดล้อมไม่ให้เหมาะต่อการระบาดของโรค แมลงและสัตว์ศัตรูข้าว เป็นต้น
ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องออร์แกนิค อ่านต่อที่ http://actorganic-cert.or.th/th/home/
ถ้าต้องการข้าวกล้องออร์แกนิค ลองดู ที่นี่
ตี่บ้านไร่ต้นฝัน ปลูกข้าวอินทรีย์ มาเมิน(นาน)แล้ว ขั้นตอนเริ่ม ปลูกข้าว เฮาจะกันที่แปลงเล็กๆ ผืนหนึ่ง ทางภาคเหนือเฮาฮ้องว่า “ตะกล้าข้าว” ก็คือแปลงเพาะต้นกล้าข้าวนั่นแหละเจ้า เฮาหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวที่แช่น้ำจนงอกแล้วลงไปในแปลง รอจนข้าวเติบโตจนเป็นต้นกล้า พอต้นกล้าโตได้สักเดือนหนึ่ง เฮาก็จะถอนกล้า เรียกว่า “ตกกล้า” เพื่อนำไปดำนา ก่อนเพาะต้นกล้า เฮาบ่ได้ฉีดยาฆ่าหญ้าเน้อ ใช้เครื่องตัดหญ้าแล้วไถกลบ
เมล็ดพันธุ์ข้าว ก็เป็นเมล็ดพันธุ์ที่เฮาเก็บไว้ใช้เอง เป็นเมล็ดพันธุ์ออร์แกนิคจากฤดูกาลที่แล้ว บ่ได้คลุกยาเคมีกันแมลงใดใดทั้งสิ้น
เรื่องปุ๋ย เฮาก็ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ บ่ได้ใช้ปุ๋ยเคมีเด็ดขาด ข้าวของเฮาเลยเป็นข้าวออร์แกนิคตั้งแต่กำเนิดเลย
ลงแขกดำนา
การลงแขกดำนาคือการร่วมแรงของเพื่อนชาวนามาช่วยกันดำนา เสร็จจากนาคนนี้ ก็ไปช่วยกันนาคนโน้นเป็นประเพณีที่สวยงามของชาวนาไทย แต่เดี๋ยวนี้ก็จึดจางลงไปบ้าง คือต้องมีการจ่ายค่าจ้างบางคนที่ไม่ได้ทำนาของตัวเอง แต่ประสงค์จะรับจ้างทำนาเพื่อเป็นรายได้ไปเลียงครอบครัว ก็เป็นวิถีชีวิตหนึ่งของเกษตรกรแถวๆ บ้านไร่ต้นฝันของเฮา
เฮาจะมัดกล้าข้าวเป็นมัดๆ แล้วโยนมัดกล้าไปไว้ในนาเป็นระยะๆ เพื่อให้หน่วยดำนาถอยมาหยิบแล้วปักดำต่อ ไม่ต้องลำบากขึ้นจากโคลนในแปลงนาเพื่อมาหยิบให้เสียเวลา และเสียพลังงาน
พอเย็นย่ำผืนนาบ้านไร่ต้นฝันก็เต็มไปด้วยต้นกล้าข้าวที่ยืนต้น ท้าแดดท้าฝน รอวันเติบโต ออกรวงให้ข้าวแก่เรา
ลองเข้าไปดูข้าวของเฮาได้ ที่นี่
หรือสะดวกซ็อปที่ Shopee ก็กดลิ้งค์ที่ Shopee ได้เลยเจ้า
บ้านไร่ต้นฝันใช้ ปุ๋ยอินทรีย์ (ปุ๋ยออร์แกนิค) ในการทำนามานานร่วมจะ 10 ปีแล้ว ไม่ใช้ปุ๋ยเคมีอย่างสิ้นเชิงเลย เราใช้ปุ๋ยอินทรีย์หลายแบบเหมือนกันในการทำนา แล้วก็ใส่ปุ๋ยอย่างสม่ำเสมอด้วยนะ ไม่อยากให้ต้นข้าวหิว เดี๋ยวข้าวโมโหหิวไม่ออกรวงหรือออกรวงไม่ดีให้เราแล้วจะยุ่งกันใหญ่
ตัวแรก เราใช้อินทรียวัตถุชีวภาพ สูตรเพาะกล้า ตรามดเขียว ในขั้นตอนเพาะต้นกล้าข้าว มันเป็นทั้งอาหารของต้นกล้า และมีจุลินทรีย์ไทโคเดอม่าป้องกันโรครากเน่าให้ข้าวด้วย
ตัวที่ 2 เราใช้ อินทรียวัตถุปรับปรุงดิน ตรามดเขียว 100 กิโลกรัมต่อไร่ก่อนไถแปร เพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดิน ซึ่งมีทั้งอาหารของต้นข้าวและยังช่วยอุ้มน้ำ อุ้มสารอาหารอื่นเอาไว้ให้ข้าวได้กินนานๆ แถมยังทำให้ดินร่วนซุยไม่แน่นแข็งรากข้าวที่จะแตกแขนงจะได้ชอนไชได้อย่างอิสระเสรี
ตัวที่ 3 ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดปั้นเม็ด ตรามดเขียว ปุ๋ยตัวนี้ใช้หลายครั้ง หว่านครั้งแรกหลังจากดำนาได้ 10 วัน ไร่ละ 50 กิโลกรัม ครั้งที่ 2 จะหว่านตอนข้าวแตกกอ คือหลังจากดำนาได้ 30-40 วัน หว่าน 100 กิโลกรัมต่อไร่ ครั้งที่ 3 จะหว่านอีกทีต้อนข้าวตั้งท้อง คือหลังจากข้าวแตกกอไปอีกประมาณ 30 วัน ตอนนี้จะใช้อีก 50 กิโลต่อไร่
ตัวที่ 4 เราใช้น้ำสกัดชีวภาพ สูตรเร่งการเจริญเติบโต เป็นจุลินทรีย์ที่ดีที่ช่วยเร่งให้ข้าวโตและแข็งแรง เราใช้แช่ในเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อให้ข้าวงอกก่อนหว่านกล้า, เราเทลงไปพร้อมกับปล่อยน้ำเข้านาเพื่อไปหมักซากวัชพืชที่ตายแล้วให้เน่าเปื่อยเป็นปุ๋ยได้อีก, แล้วเราก็ยังผสมน้ำในอัตราส่วน 1 : 500 นำไปฉีดพ่นให้อาหารข้าวทางใบเป็นระยะๆ
วันนี้บ้านไร่ต้นฝันขอเล่าเรื่องแมลงๆ ให้ฟังนะจ๊ะ การไม่ใช้สารเคมีในนาข้าวทำให้นาของเรามีเพื่อนๆ แมลงมากมายเข้ามาอยู่อาศัยกันอย่างสุขสบาย แมลงเหล่านี้เรียกรวมๆ ว่า “ตัวห้ำ” และ “ตัวเบียน” เป็นคำที่ใช้เรียกแมลงฝ่ายดี ตัวห้ำก็แยกได้หลายชนิด ตัวเบียนก็แยกไปอีกหลายชนิด ขอไม่แยกแยะให้ฟังก็แล้วกันนะ(กลัวผิด) เอาเป็นแมลงเหล่านี้เข้ามาอาศัยแล้วสร้างสมดุลให้นาข้าวของเรา โดยช่วยกัดกินแมลงที่ทำร้าย ทำลายข้าวของเรา ทำให้เราไม่ต้องใช้สารเคมีหรือสารอินทรีย์ฆ่าหรือไล่แมลงศัตรูข้าว พูดได้ว่าพวกเขาช่วยดูแลข้าวให้เราอีกแรง มันเป็นวัฏจักรอย่างหนึ่ง คือ เราไม่ให้สารเคมีฆ่าแมลง พวกแมลงดีๆ ก็เข้ามาอยู่อาศัยในนาของเรา แมลงดีก็จะเป็น รภป. คอยจัดการแมลงร้ายให้เรา เราก็ไม่ต้องใช้สารเคมีในการฆ่าแมลง ไม่เปลือง ไม่บาปด้วย ฟังดู! ก็ง่ายๆ นะจ๊ะ แต่ก็ไม่ง่ายนะจ๊ะ
ในภาพที่โฟสต์ให้ดูก็มี แมงมุมลาย ตัวนี้ชักใยระหว่างใบข้าวดักเหยี่อกันเลย

ตัวที่สองคือ แมลงปอ ที่เรารู้จักกันดี ในกรุงเทพฯไม่ค่อยได้เห็นกันแล้วเน้าะ
แต่ที่นาตอนเย็นบินกันว่อนเลย
ตัวที่ 3 ก็ ตั๊กแตน ตัวนี้ก็กระโดดเกาะใบโน้นทีใบนี้ที
ตัวที่ 4 อันนี้ไม่ค่อยแน่ใจว่าเป็น “มวนพิฆาต” หรือเปล่า เพราะถ่ายตอนเข้าตรู่มันขดตัวอยู่ใต้ใบข้าวดูได้ไม่ชัดเจน,
เจ้าตัวสุดท้าย คือ ตัวอ่อน ของ “ด้วงเต่าลาย” เป็นตัวห้ำชนิดหนึ่งที่คอยกัดกินแมลงศัตรูพืชอีกที
ไว้วันหน้าจะถ่ายภาพแมลงแปลกๆ มาฝากกันอีกนะ แต่ตอนนี้ขอฝากข้อคิดที่คุ้นเคยกันดี “เราดูแลธรรมชาติ ธรรมชาติก็ดูแลเรา” สวัสดี….
ข่าวเรื่อง ข้าวเน่า ข้าวมีสารปนเปื้อน ข้าวรมยา ใช้สารเคมีฉีดพ่นข้าวเพื่อเก็บข้าวที่เป็นอันตราย ทำให้ประชาชนคนกินข้าวไม่สบายใจไปตามๆ กัน ยิ่งกระแสการโพสต์ต่อ ๆ กันในสังคมโซเชียลเน็ตเวิร์กจนทำให้ความน่าตกใจขยายเป็นวงกว้าง แต่ที่มีอะไรมากกว่าอันตรายจากการรมยาข้าวก็ยังมีที่เราๆ ท่านๆ ไม่รู้ปัญหา
ปัญหาใหญ่ที่ทำให้ข้าวที่เรากินไม่ปลอดภัยอยู่ที่ความชื้นและสารเคมีปนเปื้อน ทั้งจากสารเคมีที่ใช้ทางการเกษตรในระหว่างการเพาะปลูกเช่นปุ๋ยเคมี ยาฆ่าหญ้า ฆ่าวัชพืช การพ่นยาฆ่าแมลงศัตรูข้าว ไปจนถึงสารเคมีที่ใช้ในกระบวนการปรับปรุงคุณภาพข้าว ก็คือการใช้สารเคมีรมยาฆ่ามอด ป้องกันมอด โดยประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องมาตรฐานสินค้าข้าว พ.ศ.2540 ของไทยเรานั้น มุ่งเน้นความปลอดภัยไปที่ความชื้นเป็นสำคัญ กล่าวว่าสินค้าข้าวทุกประเภทจะต้องมีความชื้น ไม่เกินร้อยละ 14 ส่วนกฎหมายที่ใช้เป็นสากลอย่าง CODEX STANDARD FOR RICE (CODEX STAN 198-1995) นั้นจะกำหนดความชื้นของข้าวทุกชนิด ไม่เกินร้อยละ 15 ข้าวจะต้องปราศจากแมลง กลิ่นผิดปกติ ไปจนถึงสิ่งปนเปื้อนจากสารกำจัดศัตรูพืช ยาฆ่าแมลงตกค้าง และสารโลหะหนัก จะเห็นได้ว่าความชื้นมีผลทั้งต่อคุณภาพและความปลอดภัย เพราะหากข้าวมีความชื้นสูงมาก ๆ ในเชิงความปลอดภัย อาจเป็นที่มาของการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ ทั้งรา ยีสต์ และแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคได้ ดังนั้นข่าวข้าวเน่าที่เราได้ยิน ได้ฟังมา จึงอาจเป็นไปได้ หากการจัดเก็บที่ไม่มีสุขลักษณะที่ดี การจัดเก็บข้าวอย่างไม่เหมาะสมทำให้ข้าวชื้น หรือเปียก เป็นที่มาของข้าวเน่าได้ ซึ่งปัญหามีมานานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งมาเป็นข่าวใหญ่ในตอนนี้เอง
ส่วนประเด็นเรื่อง สารรมยา ทั้งจากข่าวที่ว่าข้าวอันตราย ลองพิจารณาจากสารเคมีที่ใช้ในการนี้กันดู ฟอสฟีน (Phosphine) หรือ เมทิลโบรไมด์ (Methyl Bromide) นั้นเป็นสารที่ผู้ประกอบการทั่วโลกใช้ในการรมยาพืชผลทางการเกษตรมาเป็นเวลานานหลายสิบปีแล้ว โดยอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ชี้แจงเกี่ยวกับกรณีการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูผลผลิตเกษตรโดยการใช้สารรมยาที่ชื่อ เมทิลโบรไมด์ และฟอสฟีนเป็นสารที่ใช้กันอย่างกว้างขวางทั่วโลก เนื่องจากสามารถทำลายแมลงศัตรูได้ทุกชนิดและทุกระยะการเจริญเติบโต ไม่มีพิษตกค้าง เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้สารฆ่าแมลง เมื่อใช้อย่างเหมาะสมและถูกต้อง แต่ในแง่ของคนกินอย่างเราก็ต้องคิดหล่ะว่า ไอ้นี่มันสารเคมีนี่หว่าจะเอาเข้าปากเราดีมั้ย? แล้วอีกอย่างเราจะเชื่อถือจรรยาบรรณของเจ้าของโกดังเก็บข้าวของไทยได้หรือเปล่านะ?
ทั้งนี้ การรมสารกำจัดแมลงศัตรูพืช เป็นวิธีการเพื่อลดการสูญเสียของผลผลิตทางการเกษตรหลังการเก็บเกี่ยว และเพิ่มมูลค่าของสินค้า วิธีการรมยาไม่ยุ่งยากซับซ้อน ง่ายมากทำได้สะดวกและรวดเร็ว แต่ต้องดำเนินการอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการที่กำหนด จริงแล้วทุกประเทศทั่วโลกก็ใช้สารทั้ง 2 ชนิดนี้ เป็นมาตรฐาน SPS และได้รับการกำหนดให้ใช้กำจัดแมลงศัตรูพืชภายในโรงเก็บจากคณะอนุกรรมการด้านสุขอนามัยขององค์การค้าโลก (WTO) เพราะมันก็เป็นวิธีที่ดีที่สุดเท่าที่มนุษยชาติจะหาได้ตอนนี้ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมข้าวและอุตสาหกรรมอาหารที่เก็บและผลิตครั้งละมากๆ ก็เลยจำต้องเกี่ยวข้องกับสารเคมีกันอยู่ต่อไป
หลาย ๆ คนอาจมีข้อสงสัยว่า ทำไมต้องรมยา Read More







