กระเช้าไม้สัก สัญลักษณ์ของความยั่งยืน

“ชาใบข้าว” อีกหนึ่งผลผลิตเพื่อสุขภาพจากต้นข้าว

ชาใบข้าว ถือเป็นอีกหนึ่งผลผลิตจากต้นข้าวอ่อน ที่อัดแน่นไปด้วยคุณประโยชน์มากมาย ทำให้ชาใบข้าวออร์แกนิก
กลายเป็นที่นิยมในกลุ่มคนรักสุขภาพ โดยตัวชาใบข้าวจะผลิตจากต้นข้าวอ่อนหรือเป็นต้นกล้าของข้าวหอมมะลิ อายุ 14 วัน ทำให้ได้ชาใบข้าวที่มีความหอมเฉพาะตัว และยังอุดมไปด้วยคุณประโยชน์มากมาย โดยเฉพาะสารฟินอลิกและสารฟลาโวนอยด์ ไปดูกันว่าสารทั้ง 2 ชนิดนี้มีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างไรบ้าง?

สารฟินอลิกในชาใบข้าว คืออะไร?

สารฟินอลิก หรือ กรดฟินอลิก เป็นกลุ่มสารที่สามารถพบได้ในชาใบข้าว พืชผัก สมุนไพร และเมล็ดธัญพืชหลายชนิด สำหรับพืชสารฟินอลิกถูกสร้างขึ้นเพื่อประโยชน์ในการเจริญเติบโต แต่ความน่าสนใจของสารชนิดนี้อยู่ตรงฟินอลิกที่มีด้วยกันหลายชนิด ถูกจัดอยู่ในกลุ่มสารต้านอนุมูลอิสระ เป็นตัวช่วยขจัดปฏิกิริยาลูกโซ่ที่จะเข้าไปทำลายโมเลกุลสารในร่างกาย ทำหน้าที่กำจัดอนุมูลอิสระ

สารฟินอลิกมีประโยชน์ต่อสุขภาพ อย่างไร?

สารฟลาโวนอยด์ในชาใบข้าว คืออะไร?

ฟลาโวนอยด์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระอีกหนึ่งกลุ่มที่พบในชาใบข้าว เป็นสารที่มีโครงสร้างโมเลกุลเหมือนกับฮอร์โมนเพศหญิง ส่วนใหญ่มักจะพบในผักผลไม้หลายชนิด

กลุ่มของสารฟลาโวนอยด์ แบ่งเป็นกลุ่มย่อยได้ 6 กลุ่ม

  1. ฟลาโวนอล (Flavonols)
  2. ฟลาวาน-3-ออล (Flavan-3-ols)
  3. ฟลาวาโนน (Flavanones)
  4. ฟลาโวน (Flavones)
  5. ไอโซฟลาโวน (Isoflavones)
  6. แอนโทไซยานิดิน (Anthocyanidin)

สารฟลาโวนอยด์มีประโยชน์ต่อสุขภาพ อย่างไร?

ใครที่ชื่นชอบในการดื่มชา ชาใบข้าวเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจมากๆ เพราะอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระหลากหลายชนิด ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ ชาใบข้าวจะมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์เหมือนกลิ่นข้าวหอมมะลิ ดื่มง่าย หากใครที่ไม่ชอบดื่มชาก็สามารถลองดื่มชาใบข้าวดูได้ เพราะจะไม่เฝื่อนหรือขมเหมือนชาชนิดอื่นๆ

หากสนใจชาใบข้าว คุณภาพดี กลิ่นหอม รสชาติเข้มข้น ไร้สารเคมี ขอแนะนำชาใบข้าวจาก “บ้านไร่ต้นฝัน” เพราะผลิตจากใบข้าวออร์แกนิกพันธุ์ข้าวหอมมะลิ 105 เก็บเกี่ยวด้วยระยะเวลที่เหมาะสม ทำให้ได้ใบข้าวที่มีสารอาหารสูง ผ่านกระบวนการผลิตที่พิถีพิถันในทุกๆ ขั้นตอน เพื่อส่งมอบคุณประโยชน์และกลิ่นหอมๆ ให้กับผู้บริโภค

แหล่งอ้างอิง

ฟินอลิก

https://research.psru.ac.th/files/res_che2553/resche_files/575_chapter2.pdf

Phenolic compounds / สารประกอบฟีนอล – Food Wiki | Food Network Solution

ฟลาโวนอยด์

ฟลาโวนอยด์ สุดยอดสารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติ ช่วยต้านแก่ ต้านโรค (hellokhunmor.com)

ฟลาโวนอยด์ สุดยอดสารต้านอนุมูลอิสระต้านโรค – พบแพทย์ (pobpad.com)

คลอโรฟิลล์ และคลอโรฟิลลินได้ถูกนำมาศึกษาวิจัยถึงการนำมาใช้ประโยชน์เกี่ยวกับการบำบัดรักษาโรคในด้านต่างๆ ตั้งแต่ช่วงต้นคริสตทศวรรษ 1940 เช่น การศึกษาถึงการนำคลอโรฟิลลินมาใช้ในการรักษาบาดแผล,การศึกษาเกี่ยวกับคุณสมบัติของคลอโรฟิลลินในการต่อต้านการอักเสบ, รวมถึงการวิจัยถึงการนำคลอโรฟิลลินมาช่วยในการดับกลิ่นภายในที่เกิดจากแผลผ่าตัด เช่น การผ่าตัดลำไส้ ซึ่งจะเห็นว่าโดยส่วนใหญ่แล้วในการศึกษาวิจัยนั่นจะเป็นการศึกษาวิจัยโดยใช้คลอโรฟิลลินเป็นหลัก เนื่องมาจากคุณสมบัติในการละลายน้ำได้ของคลอโรฟิลลิน อย่างที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น อีกทั้งคลอโรฟิลลินยังมีความเสถียรมากว่าคลอโรฟิลล์อีกด้วย ส่วนในปัจจุบันนี้มีการค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับประโยชน์ของคลอโรฟิลล์ และคลอโรฟิลลินในเรื่องของความสามารถในการยับยั้งสารก่อมะเร็งกำลังเป็นที่สนใจ โดยพบว่าทั้งคลอโรฟิลล์ และคลอโรฟิลลิน สามารถที่จะจับกับโมเลกุลของสารเคมีบางชนิด เช่น benzo(a) pyrene, aflatoxin, และ โลหะหนัก (heavy metal) เป็นต้น ที่เป็นสาเหตุให้เกิดโรคมะเร็งได้ เช่น ในงานวิจัยของ Dr. Roderick Dashwood จากมหาวิทยาลัยฮาวายได้มีการทดลองให้คลอโรฟิลลิน แก่สัตว์ทดลองที่ได้รับสารก่อมะเร็ง aflatoxin B1 เข้าไป ผลคือ มีการลดลงของปริมาณ DNA ที่ถูกทำลายโดย aflatoxin B1 อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นไปได้ว่าการจับกันของคลอโรฟิลล์ หรือ คลอโรฟิลลินกับสารก่อมะเร็งเหล่านี้อาจจะไปรบกวนการดูดซึมสารก่อมะเร็งเหล่านี้ในทางเดินอาหาร ส่งผลให้ปริมาณสารก่อมะเร็งที่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายลดลง

          นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยที่ศึกษาในกลุ่มศึกษาอาสาสมัครในประเทศจีนในเมืองที่มีอัตราการเกิดมะเร็งในตับสูงเนื่องจากได้รับสารพิษ aflatoxin จากการบริโภคอาหารประเภทถั่วลิสง เต้าเจี้ยว เต้าหู้ยี้ที่ปนเปื้อนเชื้อรา aflatoxin พบว่าหลังจากได้รับคลอโรฟิลลิน ปริมาณ 100 มิลลิกรัม 3 ครั้งต่อวัน ทุกวัน เป็นเวลา 4 เดือน ปริมาณ DNA ที่เสียหายจาก aflatoxin ลดลงถึง 55 % และจากการศึกษาของสถาบัน Linus Pauling, มหาวิทยาลัย Oregon state โดย Professor George S. Bailey แสดงให้เห็นว่าทั้งคลอโรฟิลล์และคลอโรฟิลลิน มีประสิทธิภาพเท่าๆ กันในการยับยั้งสารก่อมะเร็ง aflatoxin B1 เข้าสู่ร่างกาย อย่างไรก็ตามงานวิจัยเหล่านี้ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น ยังคงต้องทำการวิจัยต่อไปเพื่อค้นหาคำตอบสำหรับหลายๆ คำถามทั้งในเรื่องของการป้องกัน การรักษาโรคมะเร็ง รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคผักที่มีคลอโรฟิลล์กับเสริมด้วยการรับประทานคลอโรฟิลลิน

*** ชาใบข้าวออร์แกนิค บ้านไร่ต้นฝัน มีคลอโรฟิลล์ ***

เอกสารอ้างอิง

Breinholt V, Schimerlik M, Dashwood R, Bailey G. 1995. Mechanisms of

chlorophyllin anticarcinogenesis against aflatoxin B1: complex formation with the carcinogen. Chem Res Toxicol. Vol. 8(4): 506-514.

2. Dashwood RH, Breinholt V, Bailey GS. 1991. Chemopreventive properties of

chlorophyllin: inhibition of aflatoxin B1 (AFB1)-DNA binding in vivo and anti-mutagenic activity against AFB1 and two heterocyclic amines in the Salmonella mutagenicity assay. Carcinogenesis. Vol. 12(5): 939-942.

3. Diogo CV, Natália AP, Andressa MN, Mário SM. 2012. Evaluation of the Effects of

Chlorophyllin on Apoptosis Induction, Inhibition of Cellular Proliferation and mRNA Expression of CASP8, CASP9, APC and beta-catenin. Curr Res J BiolSci. Vol. 4(3): 315 – 322.

4. Egner PA, Wang JB, Zhu YR. 2001. Chlorophyllin intervention reduces aflatoxin-DNA

adducts in individuals at high risk for liver cancer. Proc Natl Acad Sci. Vol. 98(25): 14601-14606.

5. Schwartz J, Shklar G, Reid S, Trickler D. 1988. Prevention of experimental oral

cancer by extracts of Spirulina-Dunaliella algae. Nutr Cancer. Vol. 11(2): 127-34

6. Whong WZ, Stewart J, Brockman HE, Ong TM. 1988 Comparative antimutagenicity

of chlorophyllin and five other agents against aflatoxin B1-induced reversion in salmonella typhimurium strain TA98. Teratog Carcinog Mutagen. Vol. 8(4): 215-24 

7. องค์ประกอบของผักและผลไม้ (online). Available:

http://www2.swu.ac.th/royal/book5/b5c2t3.html (Retrieved 26/12/2012)

8. อะฟลาท็อกซิน: สารปนเปื้อนในอาหาร (online). Available:

http://www.pharm.su.ac.th/cheminlife/cms/index.php/kitchen-room/37-aflatoxin.html (Retrieved 14/12/2012)

9. Chlorophyll and chlorophyllin (online). Available:

http://lpi.oregonstate.edu/infocenter/phytochemicals/chlorophylls/#disease_prevention (Retrieved 8/12/2012)

10. Chlorophyllin, a natural compound, maybe useful in future cancer treatment

programmes (online).Available:  http://blog.bodykind.com/cancer/chlorophyllin-a-natural-compound-may-be-useful-in-future-cancer-treatment-programmes/ (Retrieved 8/12/2012)

11.The world’s healthiest foods (online). Available:

http://www.whfoods.com/genpage.php?pfriendly=1&tname=george&dbid=52 (Retrieved 2/12/2012)

ปลูกกะหล่ำปลี กันเถอะ! เพราะกะหล่ำปลีมีคุณลักษณะเด่นหลายอย่าง คือ มีคุณค่าทางอาหารสูง รสชาติดี รับประทานได้ทั้งดิบและสุก และมีอายุการเก็บรักษาได้นาน นอกจากคุณลักษณะทางกายภาพแล้ว กะหล่ำปลีเป็นพืชผักที่อุดมไปด้วยวิตามินซี รวมทั้งยังมีสารต่อต้านการก่อตัวของโรคมะเร็งด้วย ซึ่งการรับประทานกะหล่ำปลีดิบทําให้ได้รับวิตามินซีอย่างเต็มที่ เนื่องจากวิตามินซีนั้นสูญเสียได้ง่ายจากการได้รับความร้อน

cabbage
กะหล่ำปลี – Cabbage

สมัยก่อนกะหล่ำปลีปลูกได้ดีเฉพาะในฤดูหนาวในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ต่อมามีการคิดค้นพันธุ์ทนร้อน ทำให้ในปัจจุบันมีการปลูกกะหล่ำปลีได้ดีในทุกฤดูกาล พันธุ์กะหล่ำปลีบ้านเรามีหลายพันธุ์ แยกออกเป็น 3 กลุ่ม คือ
กลุ่มแรก คือ กะหล่ำปลีธรรมดา เป็นกะหล่ำปลีชนิดนี้มีผู้ปลูกมาก เนื่องจากพันธุ์นี้เป็นพันธุ์ทนร้อน และมีผู้นิยมบริโภคมากเช่น กัน มีหลายลักษณะทั้งหัวกลม หัวแป้น หัวแหลมรูปหัวใจ และมีตั้งแต่สีเขียวแก่ไปจนถึงสีเขียวอ่อน
กลุ่มที่สอง คือ กะหล่ำปลีแดง มีลักษณะหัวค่อนข้างกลม มีสีแดงทับทิม ชอบอากาศหนาวเย็นแบบที่สาม คือ กะหล่ำปลีใบย่น มีลักษณะผิวใบหยิกย่นและเป็นคลื่น ต้องการอากาศหนาวเย็นในการปลูกเช่นกัน
หรือถ้าแบ่งตามอายุการเก็บเกี่ยว พันธุ์หนักมีอายุการเก็บเกี่ยว 90-120 วัน พันธุ์กลางมีอายุ 80-90 วัน และพันธุ์เบาอายุ 60-70 วัน ซึ่งในบ้านเรานิยมปลูกพันธุ์เบามากที่สุด เนื่องจาก
เป็นพันธุ์ที่ไม่ต้องการอากาศหนาวมากนัก

การปลูกกะหล่ำปลีเป็นผักสวนครัว
เพาะกล้าลงกระถางหรือลังต่างๆ ก็ได้ โดยหว่านเมล็ดพันธุ์ลงในแปลงให้กระจาย และหว่านดินผสมปุ๋ยคอกลบหน้าบางๆ เสร็จแล้วใช้ฟางข้าวหรือหญ้าคาแห้งคลุมปิดบนแปลงอีกที่หนึ่ง รดน้ำให้ชุ่ม ในระยะเมล็ดเริ่มงอกควรรดน้ำให้ชุ่มอยู่เสมอ อย่าให้ขาดน้ำ เพราะจะทําให้เมล็ดไม่งอก เมื่อกล้าอายุได้ 3-4 สัปดาห์ จึงย้ายไปปลูกในแปลงปลูก แปลงที่จะปลูกขุดดินให้ลึก 30 เซนติเมตร ตากดิน 7 แดด เมื่อดินแห้งดีแล้วเก็บวัชพืชออกให้หมด ย่อยดินให้ร่วนซุย ผสมปุ๋ยคอกคลุกเคล้าให้เข้ากัน ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน

เตรียมหลุมสําหรับปลูกต้นกล้าระยะห่างระหว่างต้น 40-75 เซนติเมตร ระหว่างแถว 60-70 เซนติเมตร หลังจากย้ายต้นกล้าแล้วในวันรุ่งขึ้นควรทําร่มบังแดดให้ 3-4 วัน โดยใช้กาบกล้วยเสียบหรือใบไม้ต่างๆ กะหล่ำปลีเป็นพืชที่กินอาหารเปลือง จึงควรใส่ปุ๋ยเพิ่มเติม โดยดูจากการเจริญเติบโตของกะหล่ำปลี กล่าวคือ เมื่อปลูกได้ 15 วัน ให้ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ที่มีไนโตรเจนอย่างปุ๋ยขี้ค้างคาว ซึ่งจะช่วยให้ใบงาม ปลูกได้ 30 วัน ใส่ปุ๋ยคอกต้นละ 1 กำมือ ทุกครั้งที่ใส่ปุ๋ยต้องกลบดิน และวันรุ่งขึ้นถึงรดน้ำ อายุของการเก็บเกี่ยวกะหล่ำปลีนั้นขึ้นอยู่กับพันธุ์ที่เลือกปลูก ถ้าเป็นกะหล่ำปลี ธรรมดาที่เป็นที่นิยมปลูกกันมากในบ้านเรานั้น สามารถเก็บรับประทานได้ประมาณ 50-60 วันหลังการปลูก ถ้าเป็นพันธุ์หนักอายุการเก็บเกี่ยวนานถึง 120 วัน โดยเลือกเก็บหัวแน่นใช้มีดตัดให้มีใบนอกที่หุ้มหัวติดมาด้วย เพื่อที่จะเป็นตัวกันกระแทกไม่ให้หัวกะหล่ำปลีช้ำ

เคล็ดลับในการตัดกะหล่ำปลี เวลาจะรับประทานตัดเอาแต่เฉพาะตรงหัวกลม ออกมา เพราะต้นตอที่เหลือจะแตกแขนงมีหัวใหม่ให้เก็บกินได้อีก

ปลูกกะเพรา ไว้กินเองดีกว่า! กะเพราเป็นพืชที่ใช้ใบสดใบอ่อนประกอบอาหารเพื่อดับกลิ่นคาวของอาหารประเภทเนื้อ ช่วยให้อาหารมีกลิ่นหอม และเสริมให้อาหารมีรสชาติดี เรียกได้ว่าผัดกะเพราเป็นอาหารยอดฮิตของคนไทยทีเดียวแต่อย่ามองคุณค่าของใบกะเพราว่าเป็นเพียงแค่อาหารเท่านั้น เพราะการรับประทานกะเพรานอกจากอร่อยแบบไทยๆ แล้ว ยังช่วยลดอาการท้องอืด เนื่องจากกะเพรามีสารช่วยในการย่อยอาหาร

ใบกะเพรา
ใบกะเพรา – ฺBasil Leaf

ต้นกะเพราจัดเป็นไม้พุ่มเตี้ย อายุยืนนาน ความสูงพุ่มประมาณ 75 เซนติเมตร ลําต้นและใบมีขนเล็กน้อย ขึ้นได้ดีในดินทุกชนิด และปลูกได้ในทุกฤดูกาล แต่ควรเริ่มปลูก ในฤดูฝน ซึ่งเป็นช่วงที่ต้นกะเพรางอกงามได้ดีที่สุด ชอบดินร่วนซุย เช่นเดียวกับพืชผัก ชนิดอื่นๆ พันธุ์กะเพราที่นิยมปลูกในบ้านเรามี 2 พันธุ์ คือ กะเพราแดง และ กะเพราขาว ซึ่งมีข้อแตกต่างกันตรงสีของลําต้นและก้านใบกะเพราแดงนั้นสีของลําต้นและก้านใบจะเป็น สีม่วงแดงคล้ายกับใบโหระพา ส่วนกะเพราขาวนั้นสีของลําต้นและก้านใบจะเป็นสีเขียวอ่อน คล้ายกับแมงลัก

การปลูกกะเพราเป็นการค้า นิยมใช้การหว่านเมล็ดมากกว่าการปลูกด้วยกิ่งชํา แต่ในกรณีที่ปลูกเป็นพืชผักสวนครัว ก็ปลูกง่าย ดูแลง่าย เริ่มด้วยการใช้กิ่งชําน่าจะดีกว่า ขั้นตอนการปลูกเริ่มจากการเตรียมดิน โดยขุดดินลึกประมาณ 20-25 เซนติเมตร ตากดินไว้ 7-10 วัน ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักรองก้นหลุม คลุกให้เข้ากันกับดิน ย่อยดินให้ละเอียดและร่วนซุย การปลูกควรกะระยะให้ต้นห่างกันประมาณ 1 ฟุต ถ้าต้องการให้ต้นกะเพราออกใบงดงาม ก็อาจบํารุงต้นด้วยปุ๋ยอินทรีย์และมีการกําจัดวัชพืชเป็นครั้งคราว เพื่อไม่ให้แย่งอาหารต้นกะเพรา นอกจากนี้เมื่อต้นกะเพราโตแล้วก็ควรมีการตัดแต่งกิ่งใหม่ เพื่อให้ต้นกะเพราแตกกิ่งก้านออกมาใหม่ เรียกว่ายิ่งตัดยิ่งออกใบใหม่ให้เรากิน กะเพราที่ปลูกนั้นสามารถเก็บรับประทานได้ภายใน 70 วันหลังจากการปลูกและในการเก็บไม่ควรใช้วิธีถอนต้นกะเพรา ควรใช้มีดคมๆ ตัดกิ่งก้านที่ต้องการออกมา ซึ่งวิธีการเก็บผลผลิตแบบนี้ทําให้มีกะเพราเก็บไว้กินได้นานๆ

ตะปูแห่งความโกรธ
ออร์แกนิคในหัวใจ #2

เรื่องสั้นเกี่ยวกับ ความโกรธ ที่สร้างความสั่นสะเทือนในหัวใจให้คนอ่านได้อย่างสูง อ่านแล้วไม่มีวันลืม เก็บไว้สอนลูกหลานได้ ในภาวะปัจจุบันที่คนเรามีความอดทนต่ำ หัวร้อนเร็วจัด ความเห็นอกเห็นใจน้อยลงกว่าเมื่อก่อนมาก

——————————————————————————————–

เด็กคนหนึ่งกลับบ้านมาพร้อมรอยฟกช้ำดำเขียวที่ใบหน้าและสีหน้าแสดงอารมณ์ไม่ค่อยจะดีนัก พ่อของเขาก็พอจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกของเขา เพราะรู้จักนิสัยลูกของเขาดี ที่หงุดหงิดง่าย โดยเฉพาะการพูดจาต่อว่า ทำร้ายจิตใจผู้อื่นเป็นประจำ ทางโรงเรียนก็เชิญไปผู้ปกครองไปพบหลายครั้ง

วันนี้พ่อของเขาไม่ทำโทษ ไม่ต่อว่าเด็กน้อยสักคำ แต่ให้ตะปูกับเขา 1 ถุง พร้อมบอกให้เขาสัญญาว่า ทุกครั้งที่เขารู้สึกโมโหหรือโกรธใครสักคน หรือพูดจากทำร้ายใคร 1 ครั้ง ต้องตอกตะปู 1 ตัวเข้าไปกับรั้วไม้ที่หลังบ้าน โกรธหรือพูดทำร้ายใคร 1 ครั้ง ให้ตอก 1 ตัว ถ้าโกรธหรือพูดทำร้ายใคร 10 ครั้ง ให้ตอกตะปู 10 ตัว”

วันแรกผ่านไป เด็กน้อยคนนั้นตอกตะปูเขาไปที่รั้วหลังบ้านถึง 37 ตัว เขาเหนื่อยและเจ็บมือมากแต่ละวันที่ผ่านไป เด็กน้อยก็ค่อย ๆ ลดจำนวนการตอกตะปูน้อยลงเรื่อย ๆ น้อยลง และน้อยลง เพราะเขารู้สึกว่า การรู้จักควบคุมอารมณ์ของตนเองให้สงบง่ายกว่าการตอกตะปูตั้งเยอะ

และแล้ว…หลังจากที่เขาสามารถควบคุมตนเองได้ดีขึ้น ใจเย็นมากขึ้น เขาจึงเข้าไปพบกับพ่อ และบอกกับพ่อของเขาว่า เขาสามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้แล้ว ไม่หัวร้อน โกรธ มุทะลุและพูดจาทำร้ายคนอื่นๆ เหมือนแต่ก่อนแล้ว พ่อยิ้มและบอกกับลูกชายว่า ”ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ลูกต้องพิสูจน์ให้พ่อดู โดยทุกๆ ครั้งที่ลูกสามารถควบคุมอารมณ์ฉุนเฉียวของตนเองได้ ให้ถอนตะปูออกจากรั้วหลังบ้าน 1 ตัว ทุกครั้ง

ในวันต่อๆ มา วันแล้ววันเล่า เด็กน้อยก็ค่อยๆ ถอนตะปูออก ทีละตัว จาก 1 เป็น 2 …จาก 2 เป็น 3 จนในที่สุดตะปูทั้งหมดก็ถูกถอนออก…จนหมด เด็กน้อยดีใจมากรีบวิ่งไปบอกกับพ่อว่าผมทำได้แล้วครับ ในที่สุดผมก็ทำสำเร็จ”  พ่อไม่ได้พูดอะไร แต่จูงมือลูกของเขาออกไปที่รั้วหลังบ้านและบอกกับลูกว่า ลูกทำได้ดีมาก แต่ลูกลองมองที่รั้วเหล่านั้นสิ ลูกเห็นหรือเปล่าว่า รั้วนั้นมันไม่เหมือนเดิม ไม่เหมือน..กับที่มันเคยเป็น”…..“จำไว้นะลูก เมื่อใดก็ตามที่ลูกโกรธ โมโห พูดจาทำร้ายคนอื่น หรือทำอะไรไม่ดีๆ ลงไป โดยใช้อารมณ์ สิ่งนั้นมันจะเกิดเป็นรอยแผล เหมือนกับการเอาตะปูตอกเข้าไปในใจของคนๆ นั้น รวมทั้งในใจของลูกเอง ต่อให้ลูกพูด “ขอโทษสักกี่หน ก็ไม่อาจลบความเจ็บปวด ไม่อาจลบรอยแผลที่เกิดขึ้นกับเขาคนนั้นได้ มันก็เหมือนกับตะปูที่ลูกตอกไปที่รั้วนั้น แม้ลูกจะถอนมันออมมาแล้ว มันจะยังคงมีร่องรอยให้คงอยู่ไปตลอดกาล”

…………………………………………………

ทุกวันนี้เด็กๆ มักพูดจาไม่ดีกับพ่อแม่ ลูกๆ ที่โตแล้วก็พูดจากต่อว่าพ่อแม่ที่แก่เฒ่าเป็นประจำ
พ่อแม่ที่ไม่มีหลักการแนวทางเลี้ยงลูก ก็มักจะพูดจาแรงๆ โกรธโมโหลูกๆ อย่างรวดเร็ว เมื่อลูกไม่ตอบสนองคำพูดหรือสิ่งที่ตัวเองต้องการได้เร็วทันใจ
เพื่อนพูดจาทำร้ายเพื่อนด้วยกัน แคร์ความรู้สึกกันน้อยลง
สามี ภรรยา ยุคใหม่ต่างคนต่างทำงาน มักเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง เอาชนะกันและกัน

คำพูดที่เราพูดไปมันไม่เคยเอากลับคืนมาได้
คำพูดแรงๆ ที่ทำร้ายจิตใจกัน ไม่สามารถทำให้จางหายได้ด้วยคำว่า”ขอโทษ”
มันจะทิ้งร่องรอยในจิตใจไม่มากก็น้อย เหมือนรอยตะปู
คนที่ยกโทษให้กับเรา ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่รู้สึกเจ็บ
แต่ที่เขายกโทษให้กับเราได้เสมอ แสดงว่าเขาคือเพื่อนดี คือครอบครัวที่รักเรา
ที่เราควรรักษาไว้ ควรรักษาน้ำใจกันและกันให้คงอยู่เสมอๆ

เครดิต: ต้องขอบคุณและขอโทษผู้เขียน ที่ไม่ทราบที่มาจึงลงเครดิตไม่ได้

X